วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เทคนิคการทำกำไรในตลาดForex


ยินดีต้อนรับเข้าสู่สังคมการเทรด Forex


เทคนิคการทำกำไรในตลาดForex


Exness สำหรับมือใหม่ วิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค

https://www.exness.com/images/logo.gif

ยินดีต้อนรับเข้าสู่สังคมการเทรด Forex


แนะนำโบรคสำหรับมือใหม่ เทรดด้วยทศนิยม 5 จุด

รับโบนัส 25% ทุกครั้ง โบรกเกอร์สำหรับคนทุนน้อย ด้วย Leverage 1:1000 
Automatic withdrawals ถอนได้ทันทีแบบ real time
Spreads starting ต่ำ  

- รับโบนัส 25% ทุกครั้งที่ฝากเข้า
- ถอนเงินได้ทันทีแบบ real time ทันใจมาก
- ปลอดภัย รับ Code ถอนเงินหรือเปลี่ยนข้อมูลส่วนตัวผ่าน SMS
- แนะนำโบรกเกอร์สัญชาติรัสเซีย ที่เหมาะสำหรับคนทุนน้อย
บริษัท Exness
ข้อดีเท่าที่ทดลองใช้งานคือ
1. สมัครง่าย ไม่ต้องใช้เอกสาร (ใช้มือถือยืนยันตัวตนและรับ Code)
ดูรายละเอียดและทดลองใช้งานหรือสมัครได้ที่ https://www.exness.com/a/107442
2. ใช้ MT4 ด้วยจุดทศนิยม 5 จุด ทำให้เทรดได้ละเอียดกว่าโบรกเกอร์ทั่วไป
3. ตั้งเป้าได้ที่ระยะห่างจากจุดปัจจุบันไม่จำกัด (บางโบรกจำกัดที่ต้องเกิน 10 จุด)
4. สเปรดต่ำ (0.4 จุด ขึ้นไป สำหรับ อียู) และลอยตัวตามสภาวะตลาด เหมือนระบบ ECN ทำให้คนที่เทรดสั้นได้สะดวกมากขึ้น
5. Leverage 1:1000 ทำให้ใช้ทุนน้อยมากเช่น เทรดจุดละ 1 ดอล ใช้ทุนประมาณ 15 ดอล เท่านั้นขณะที่โบรก อื่นๆ ใช้ทุนประมาณ 30 ดอล ที่ Leverage 1:500
6. เทรดขั้นต่ำได้ที่ 0.01 ลอต หรือจุดละ 0.1 ดอลสัดส่วนการเทรดเหมือนกับบัญชีดอลเช่น 0.1 ลอต คือ จุดละ 1 ดอล
7. ฝากขั้นต่ครั้งแรกเพียง 10 ดอล
6. รับโบนัส 15 % ทุกครั้งที่ฝาก
8. ถอนไวมาก LR และ WMZ ถอนได้ทันที real time ไม่ต้องรอข้ามวันเหมือนที่อื่น โดยถอนได้ตลอดเวลา ไม่ต้องรอเจ้าหน้าที่
9. เว็บเข้ารหัสรักษาความปลอดภัยทุก Browser
https://www.exness.com/images/https_detect_browsers.gif

เริ่มต้นที่นี่

1.ทดลองสมัครและใช้งานได้ที่ www.exness.com
2.ดาวน์โหลดโปรแกรม mt4 exness คลิกที่นี่

3.ศึกษาข้อมูลในเว็บ เรียนและทำตามคำแนะนำต่างๆ อย่างจริงจัง ท่านก็จะสามรถทำกำไรจากตลาด forex ได้อย่างแน่นอน.








ข้อคิดเตือนใจนักลงทุน

ยินดีต้อนรับเข้าสู่สังคมการเทรด Forex


รวบรวมข้อมูลจากผู้สำเร็จให้แล้ว ที่เหลือ อยู่ที่ตัวคุณเอง
ไม่ยาก และไม่ง่ายเกินไป Forex ไม่ต้องการคนเก่ง
แต่ต้องการคนที่มีความอดทน มีวินัย มีสมาธิ
"ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น"

อ่านและทำตามกฏพื้นฐานนี้ให้้ได้เสียก่อนเริ่มต้นเทรด


เริ่มจากภาษาที่ใช้เป็นทางการที่เรียกใน กราฟ  อย่างเป็นทางการ

Market ตลาด       (ควรเรียนรู้ธรรมชาติตลาด ตลาดมีนิสัย มีความรู้สึกและมีอารมณ์ เสมอๆ)
Position sizing  จำนวนการ ซื้อ-ขาย
Entries จุดเข้าซื้อ    (รอจังหวะและหาจุดเข้าที่ดีโอกาสกำไรสูง)
Stop  จุดยอมขาดทุน   (ตัดขาดทุนให้เร็ว)
Exit การขายทำกำไร   (มองหาเป้าหมายและความน่าจะเป็นของเป้าหมาย)
Tactics กลยุทธ์     (วางแผนดี มีวิธีเล่นอย่างเป็นระบบที่แน่นอน)

หลักที่สำคัญที่สุด จุดตัดขาดทุน  Cut loss เมื่อรู้ว่าแนวโน้มวิ่งผิดทาง
Cut loss เมื่อไม่เป็นไปตามระบบที่เราวางแผน
หลักการมองกราฟทางเทคนิคมองแบบ มีขึ้นและก็มีลง  ขึ้นแล้วลง  ลงแล้วก็ขึ้น 
คิดและวางแผนก่อนเริ่มการ ซื้อ-ขาย 
ซื้ออะไร ซื้อเท่าไหร่ ขายเท่าไหร่ ซื้อตอนไหน 
จุดหนี อยู่ตรงไหน(ยอมตัดขาดทุน) 
และจะขายทำกำไรเมื่อไหร่ 

ข้อคิดเตือนใจนักลงทุน
"ความผิดพลาดส่วนใหญ่เกิดจาก อารมณ์ ของเราทั้งนั่น"
"เมื่อมองตลาดยังไม่ชัดเจน ก็ควรลดน้ำหนักการลงทุนลง"
"เตรียมพร้อม วางแผนให้ดี รอบคอบ ระมัดะวัง อย่าคาดหวังมากเกินไป จนเกิดความเสี่ยง''

1. เลือกความเรียบง่ายมากกว่าความซับซ้อน
2. ฝึกความอดทน  (รอจังหวะที่ดี อย่ารีบ)
3. มีสติและควบคุมอารมณ์ได้
4. คิดอย่างอิสระ
5. ไม่สนใจ ไม่วอกแวกจากภาพรวมภายนอก
6. ไม่ลงทุนด้วยสัญชาตญาณ (คิดเอง เดาเองหรือเสี่ยงเล่นดู )
7. ฝึกการอยู่นิ่งๆ ไม่ซื้อขายมากเกินไป
8. เป็นนักฉวยโอกาสเมื่อตลาดมีสภาวะสดใส ชัดเจน
9. อย่าตีบอลทุกลูกที่ขว้างมา (อย่าเข้าๆออกๆบ่อยเกินไป)
10. จงอยู่ในขอบเขตความรู้ของคุณ (มีความรู้แบบไหนก็ใช้วิธีเล่นแบบที่คุณรู้ )
11. จงตื่นกลัวเมื่อคนอื่นกำลังโลภและจงโลภเมื่อคนอื่นกำลังตื่นกลัว
12. อ่านและอ่านให้มากแล้วคิดให้ดี
13. อย่าทำพลาดแล้วเรียนรู้จากความผิดความของผู้อื่น
14. ก้าวสู้การเป็นนักลงทุนผู้รอบรู้และ ฝึกที่จะพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง

กฏข้อใหญ่ๆมักจะพูดเสมอให้คิดเสมอๆ
การเข้าครั้งนี้จะไม่ขาดทุน (เพื่อเตือนสติให้ตัวเอง)
              รักษาเงินต้นไว้ให้ดี
              ควรทำอย่างไรจึงได้กำไร (หลักอะไรบ้าง วิธีใดบ้าง เวลา จังหวะ ความเหมาะสม)
              และควรเทรดอย่างไรให้เทรดได้ผลกำไรต่อเนื่อง สม่ำเสมอ

1.  อย่าพยายามเทรดในช่วงที่เราไม่รู้ 

     (ช่วงที่อ่านกราฟไม่ออก มองไม่ชัดเจน กราฟไม่สวย ไม่แน่ใจ...)

2.  อย่ารีบจนเกินไปและยื้อการขาดทุน 


     ( อย่าปล่อยให้ความโลภยืนเหนือเหตุผล และขาดทุนเพราะคิดว่าเดี๋ยวก็กลับมา)
3.  อย่าต่อต้าน แนวโน้มหลัก 

     ( กราฟมักจะมีแนวโน้มเสมอๆ ระยะสั้นๆอาจจะsideway แต่ระยะเวลามากขึ้นยังคงเป็นขาขึ้นอยู่..)  
4.  จงเรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเอง 

     ( ทำอย่างไรเพื่อให้ขาดทุนน้อยลง ทำอย่างไรที่จะหาวิธีในการลงทุนที่สามารถทำกำไรได้ เรียนรู้ความผิดพลาด ตลาดสอนอะไรเรา ตัวไหนที่มักจะทำกำไรให้เราเสมอๆ หาเหตุและผล เพราะอะไร)            
5.  ทำการบ้านก่อนเทรดเสมอๆ จดและบันทึกลงสมุด 

     ( มองกราฟ วิเคราะห์กราฟจาก 1d --->4h--->1h--->30h--->15m ความสัมพันธ์เป็นยังไง เริ่มลงทุนควรเริ่มที่เท่าไหรก่อน ตามความเหมาะสมของ ลักษณะกราฟว่ามั่นใจแค่ไหน หลายๆ คนมักจะมองข้ามการจดบันทึก จดตัวที่เราสนใจจุดไหนน่าสนใจ ถ้าเข้าแล้วจุดไหนควรออกยอมตัดขาดทุน แนวรับแถวไหน แนวต้านแถวไหน มาถึงตรงนี้ถึงเข้าเลื่อนลงไปตัดขาดทุนทันที หลายๆคนมักมองข้ามแบบแผนนี้เสมอๆส่วนใหญ่มักเปิดกราฟแล้วเทรดเลย เป็น วิธีคิดที่หยาบเกินไป ยังไม่ละเอียดพอ)
6. มีสมาธิในช่วงนั่นๆ (เงินทำเงินควรตั้งใจและมีสมาธิ)

ลงทุนโดยใช้ Technical Analysis

ลงทุนด้วยความเรียบง่าย ชัดเจน อย่าพยายามหาคำตอบที่ซับซ้อน มองกราฟแบบง่ายๆ มองกราฟให้ออกก่อน แบบที่เราเข้าใจ มีแนวโน้ม ไม่ซับซ้อนเกินไป มองแนวรับ แนวต้านที่ชัดเจน(แข็งแกร่ง)

"เมื่อมองกราฟ แล้วคุณเข้าใจ"

อย่าพยายามหาคำตอบที่ซับซ้อน
บัฟเฟตต์ ให้แนวคิดค้นแนวทางสู่ความสำเร็จโดยลงทุนหุ้นที่ไม่ซับซ้อน โดยที่ตัวเขาเองไม่สามารถเข้าใจได้ หลักการที่ บัฟเฟตต์เรียนรู้จาก เบนจามิน เกรแฮม อาจารย์ของเขา คือ “คุณไม่จำเป็นต้องทำเรื่องยากๆเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีเยียม”  “ทำให้ง่ายๆคือเป้าหมายของคุณ” นี่คือแก่นแท้ของปรัชญาการลงทุนแบบ บัฟเฟตต์ หลักการง่ายๆนี้แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จอันยิ่งใหญ่

"ถ้าคุณไม่เข้าใจ มองกราฟไม่ออก
อย่าเข้าซื้อ-ขายเด็ดขาด"

วางแผน จดบันทึก และลากวาดเส้นลงบนกราฟ นำหลักการของ John Murphy มาต่อยอด

1. มองหาแนวโน้ม
ใน กราฟมีแค่ 3 แบบ ขาขึ้น ขาลง ด้านข้าง ใช้กราฟวิเคราะห์ราคาจากระยะยาวเมื่อมองภาพใหญ่จะเห็นว่าตลาดเป็นรูปแบบไหน ทำอะไรอยู่และจะมองภาพรวมตลาดได้ง่ายขึ้น

เมื่อมองภาพระยะยาว(กราฟวัน สัปดาห์ เดือน)แล้วจึงค่อยมามองภาพระยะสั้น(ระหว่างวัน) การไปดูกราฟระยะสั้นๆก่อนมักจะทำให้มองผิดพลาดได้ง่ายกว่า(เกิดการหลอก ของกราฟ)เพราแนวโน้มกราฟมักจะเดินทางตามกราฟระยะยาวเสมอๆ ดังนั่นถ้าคุณเป็นนักเทรดระยะสั้น วันต่อวัน นักเก็งกำไร คุณควร ซื้อ-ขาย ตามแนวโน้มระยะกลาง และระยะยาว

2. เดินทางไปกับแนวโน้มนั่นๆที่เกิดขึ้น  
พิจารณาแนวโน้มที่เกิดขึ้นว่าเป็นแบบไหนเมื่อรู้แล้วจึงเดินตามแนวโน้มทางนั้น แนว โน้มของตลาดจะมีทั้ง  ระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว คุณต้องรู้ก่อนว่าคุณเป็นนักลงทุนประเภทไหน สั้น กลาง ยาว แล้วจึงเลือกกราฟให้เหมาะสม เมื่อถึงเวลาเทรดให้เทรดไปตามทิศทางแนวโน้มตามระยะเวลาที่คุณเลือก

''สำคัญ'' ซื้อเมื่อตอนที่ราคาลดต่ำลงมา(ลงมาปรับฐาน พักตัว ทำแนวรับ)ในแนวโน้มของเทรนขาขึ้น
            ขายเมื่อตอนที่ราคาดีดตัวขึ้นไป(ขึ้นมาปรับฐาน พักตัว ทำแนวต้าน)ในแนวโน้มของเทรนขาลง

ถ้าคุณเป็นนักลงทุนระยะกลางให้ใช้กราฟรายวัน รายสัปดาห์

ถ้าคุณเป็นนักลงทุน ซื้อ- ขายภายในวันเดียว ใช้กราฟวันและระหว่างวัน
อย่างไรก็ตามจะเลือกเทรดแบบไหน เราต้องดูกราฟที่ระยะยาวกว่าเพื่อดูแนวโน้มก่อน แล้วจึงใช้กราฟระยะเวลาที่เราต้องการเทรดสำหรับการซื้อ-ขาย

3. หาจุดต่ำสุดของราคาและจุดสูงสุดของราคา
รู้จุดต่ำสุด คือ แนวรับ จุดสูงสุด คือ แนวต้าน หาให้เจอ(แล้วขีดไว้กันลืม)
หาแนวรับและแนวต้าน
ตำแหน่งที่ดีที่สุดคือ ซื้อที่แนวรับ(ใกล้ๆแนวรับ) ในช่วงแนวโน้มขาขึ้น
ตำแหน่งที่ดีที่สุดคือ ขายที่แนวต้าน(ใกล้ๆแนวต้าน) ในช่วงแนวโน้มขาลง

เมื่อ ราคาทำยอดสูงใหม่กว่าจากนั้นจะกลับมาเป็น(แนวรับ) เมื่อราคาวกกลับลงมาหรือเรียกว่า สูงเก่ากลายเป็นจุดต่ำใหม่ (ของแนวโน้มขาขึ้น)
เมื่อราคาทะลุจุดต่ำสุดจากนั้นจะดีดกลับมาเป็น(แนวต้าน) เมื่อราคาดีดตัวขึ้นไป เรียกว่า ต่ำเก่ากลายเป็นจุดสูงใหม่ (ของแนวโน้มขาลง)
ดูตัวอย่างรูป ขาขึ้น และ ขาลง

4. การปรับฐาน ราคาจะปรับฐานลึกแค่ไหน
การขึ้นก็ขึ้นเป็นรอบ ในรอบการขึ้นก็ต้องมีการปรับฐานเพื่อขึ้นต่อ
การลงก็จะลงเป็นรอบ ในรอบการลงก็ต้องมีการปรับฐานเพื่อลงต่อ
รอบการขึ้น รอบการลงมีการปรับฐานเหมือน คลื่น  
เราสามารถวัดการปรับตัวที่เกิดขึ้นได้ในสัดส่วนง่ายๆ
การปรับตัวที่ระดับ 50% ของแนวโน้มก่อนหน้าเป็นสิ่งที่พบเห็นบ่อยที่สุด
สัดส่วนที่น้อยที่สุดมักจะเป็นหนึ่งในสามของแนวโน้มก่อนหน้า(33.38%) ของการปรับตัวและมากที่สุดสองในสาม(66.66%)

สำหรับการปรับตัวตามตัวเลข Fibonacci คือ 38% และ 62%เป็นตัวเลขที่สำคัญของการปรับฐานหรือปรับตัวของราคา
เมื่อ เกิดแนวโน้มขาขึ้นหากจะซื้อควรรอการปรับฐานโดยดูตามระดับตัวเลข Fibonacci ที่สำคัญๆเพราะมักจะเป็น แนวรับที่สำคัญ เพื่อลงมาสะสมแรงแล้วไปต่อ  
ดูตัวอย่างรูป เตรียมลาก และ fibo@ จังหวะแรก fibo@2จังหวะที่สองของแนวโน้ม fibo@3จังหวะที่สามของแนวโน้ม

5. ลากเส้น(แนวโน้ม)
ลากเส้นแนวโน้ม เส้นแนวโน้มเป็นการมองและลากง่ายๆแต่ได้ผล สิ่งที่ต้องทำก็แค่ลากเส้นแนวโน้ม
ขาขึ้นของการลากก็จะมีการพักตัวในเส้นที่ลากแล้วขึ้นต่อ
ขาลงของการลากก็จะมีการพักตัวในเส้นที่ลากแล้วลงต่อ
จนกว่าจะมีการทะลุเส้นแนวโน้มนั่นๆได้มักจะเกิดสัญญาณการกลับตัวของแนวโน้มนั่นๆ
เส้น ที่ดีควรมีการแตะของราคาอย่างน้อยถึงสามครั้ง(ไม่ทะลุหลุดเส้น)  เส้นยิ่งยาวยิ่งดีบอกแนวโน้มนั่นแข็งแรง(ลากแล้วหลุดเร็วแสดงเส้นสั้น)
และยิ่งถูกทดสอบโดยการแตะที่เส้นมากเท่าไหร่(เหมือนสะสมแรง)ยิ่งเป็นนัยสำคัญที่ต้องพิจารณา
ดูตัวอย่างได้ที่ http://thailandinvestorclub.com/index.php?topic=5894.0 ปูพื้นฐานไว้ให้แบบชัดเจน และไปต่อยอดด้วย http://thailandinvestorclub.com/index.php?topic=7181.0 ฝึกลากบ่อยๆแล้วจะสามารถไปประยุกต์เองเป็นครับ

6. ใช้เส้นค่าเฉลี่ย
เส้นค่าเฉลี่ยจะให้สัญญาณในการซื้อ – ขาย บอกถึงแนวโน้มขณะนั้นยังเกิดขึ้นอยู่หรือว่าเปลื่อนแล้ว
เส้นค่าเฉลี่ยไม่ได้บอกแนวโน้มอนาคตว่าราคาจะไปทางไหนแต่ก็สามารถบอกถึงการเปลื่อนแนวโน้มได้ดีมากๆ
การใช้เส้นค่าเฉลี่ย 2 เส้นเป็นที่นิยมในการหาสัญญาณซื้อ-ขาย   ส่วนใหญ่จะนิยมใช้เส้น 4และ9วัน  9และ18วัน หรือ 5และ20วันเป็นต้น
สัญญาณจะเกิดขึ้นเมื่อตัดกันขึ้นซื้อ ตัดกันลงมาขาย
การใช้เส้นค่าเฉลี่ย40วันเพื่อหาจุดซื้อ-ขายก็เป็นสัญญาณที่ดีอีกตัวหนึ่ง
และเนื่องจากเส้นค่าเฉลี่ยเป็นตัวหาแนวโน้ม ดังนั้นจะใช้ได้ดีก็ต่อเมื่อตลาดมีแนวโน้มชัดเจน
ตัวอย่างรูป เส้นค่าเฉลี่ย 40 วัน (sma40)

สามารถ ลากจากไหนก็ได้ชอบแบบที่ราคาเปิดปิด หรือ ชอบลากแบบใส้เทียน ใช้แบบไหนก็ได้ครับฝึกดูไปเรื่อยๆครับ แต่เมื่อหลุดแล้วไม่เป็นไปตามทิศทางที่เรามองมีทางเดียวเลยครับ ยอมตัดขาดทุนแล้วเริ่มครั้งใหม่ ไม่มีระบบไหนถูกทุกครั้งครับ ทุกระบบถูกเลือกมาให้ถูกมากกว่าผิด แต่ระบบทุกระบบก็ต้องการทำตามอย่างมีวินัยสูงด้วยเช่นกัน การมีวินัยจะช่วยให้การเสียหายขาดทุนน้อย แต่ถูกทางจะกำไรมากเสมอๆครับไม่เชื่อลองมีวินัยดูครับ....

ข้อ สอง ระยะสั้น มีตัวpivot ที่ใช้ดูระยะ 15m ใช้ได้ดีในการเล่นหนึ่งวัน ส่วนระยะกลาง ระยะยาว ต้องลากมือเพื่อหาเป้าหมายหรือจะดูจาก แนวรับ แนวต้าน อดีตว่าเคยขึ้น ลงไปที่จุดไหนและอนาคตมักจะวิ่งที่พักตัวที่ระดับจุดที่อดีตเคยขึ้นมาถึง ลงมาถึงเช่นกันครับ

ข้อ สาม ส่วนใหญ่น่ะครับ พอมีแนวโน้มขึ้นหมดรอบขึ้นแล้วมักจะเกิดคลอเคลีย(sideway)หรือพักตัวก่อน เสมอแล้วมีแนวโน้มครั้งต่อไป  เปรียบ เสมือนการวิ่งครับเมื่อเราวิ่งมานานเราเหนื่อยเราก็ต้องพักก่อน เมื่อพักเราก็หายเหนื่อย(สะสมแีรงนั่นเอง) พอหายเหนื่อยเราจึงวิ่งต่อ สรุปแล้วเกิดแนวโน้มครบหนึ่งรอบแล้วพักเพื่อสะสมแรงแล้วจึงวิ่งครั้งต่อไป ครับ ราคาการขึ้นลงของกราฟก็มีอารมณ์และความรู้สึกเหมือนเป็นสิ่งมีชีวิตเช่น เดียวกันครับ เป็นไปตามธรรมชาติทั้งนั่นครับ ขยันมอง ขยันสังเกตุและขยันมีวินัยครับ เดี๋ยวก็เก่งครับ  

ฝึกให้ทานจนเป็นนิสัย ความโลภจากกำไรและควมโลภของการไม่กล้า stop loss จะหายไปเองว

ว่ากันด้วยออกแบบ "ระบบ''

ก่อน จะเริ่มวางระบบ อยู่ๆจะวางระบบเลยไม่ได้ พื้นฐานต้องมี มีความเข้าใจแล้วพอสมควร มองและแยกให้ออกว่า ระบบที่ดีนั่นต้องมีปัจจัยอะไรมาร่วมด้วย ที่จะทำให้ได้กำไร มากกว่าขาดทุน  

โดยจะเลือกมา 2 ระบบเพื่อใช้งาน  
โดยก่อนเริ่มระบบ เราจะสร้างเงือนไขให้กับระบบ กระบวนการคิดโดยการสร้างเงือนไข
เงือนไขโดย โดยมองแนวโน้ม และรอจังหวะ HH HL ผสมกับการเกิด break out  
ระบบแรก 1 2 3 4  ผสมกับการ HH HL  
ระบบที่สอง เส้น MA ตัดกัน ผสมกับ HH Hl และ break out
เมื่อเลือกมา 2 ระบบ โดยกำหนดที่จะเล่นที่ระดับ 5 m โดยวิเคราะห์ภาพ 1h 4h เป็นหลักแล้วมาเล่นสั้นโดยตามระบบ เงือน ไขโดย เล่นจบภายใน หนึ่งชั่วโมง ถึงระดับ สามชั่วโมง (โดยสามารถออกก่อน เมื่อบวกไปแล้วที่ระดับ 10-20 จุด )และปิด ก่อนครึ่งของทุนเพื่อลดความเสี่ยงเมื่อมาถึงระดับ แนวรับ แนวต้านก่อนจะถึงเป้าหมายที่เราตั้งไว้  

กำหนดช่วงที่จะเข้า ซื้อ ขาย โดยจบในวันนั่น โดยที่เริ่มตามระบบเมื่อเวลา 12.00-16.00 ภาคบ่ายรอบแรกของการตามระบบ
                                                             รอบต่อไป ช่วงเวลา 19.00-23.00 4 ภาคค่ำ 
เงือน ไขของรอบเวลา โซนยุโรปและอเมกา เพื่อต้องการแรงหนุนของการซื้อ ขายให้มีวอลลุ่มแล้วตามระบบในช่วงโซนเวลานั่นๆ(ในช่วงมีแรง ซื้อ ขายตามโซนตลาด)
โดยทำตามวินัยทุกครั้งของระบบ  

กรณีศึกษาเพื่อไปใช้กับระบบของตัวเอง

โดยระบบแรก 1 2 3 4  
โดยมองระยะ 1h ยังสามารถอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นได้
มาตามระบบในระยะสั้น 5m 
ระบบที่ 2 โดย ใช้หลัก MA เส้นค่าเฉลี่ยตัดกัน
โดยในระบบ จะใช้เส้น ระหว่าง 50 กับ 8  SMA แบบง่ายๆ
ทำไมต้องใช้สองเส้นนี้ จังหวะเข้าที่ไม่ต่ำเกินไป และจุดออกได้จุดออกที่ดี คือมองภาพระบบแล้ว เป็นระบบที่ กำไร มากกว่า ขาดทุน

เมื่อ เราเห็นแล้วว่า เมื่อวางแผนได้ ระบบ แล้ว เราจะเข้าใจในการเทรด รู้ที่ไป ที่มาว่าทำไมต้องเข้า ออก และเป็นวินัยการลงทุนที่แท้จริง ไม่ใช้ลงทุนแบบการพนัน
...แล้ววันนี้คุณมีระบบกันแล้ว หรือ ยัง...
---
แนะนำโบรคสำหรับมือใหม่ เทรดด้วยทศนิยม 5 จุด
รับโบนัส 25% ทุกครั้ง โบรกเกอร์สำหรับคนทุนน้อย ด้วย Leverage 1:1000
Automatic withdrawals ถอนได้ทันทีแบบ real time
Spreads starting ต่ำ
ดูรายละเอียดโปรคแนะนำคลิกที่นี่ดูรายละเอียดโปรคแนะนำคลิกที่นี่



การใช้งาน MT4 เบื้องต้น

การใช้งาน MT4 เบื้องต้น

ยินดีต้อนรับเข้าสู่สังคมการเทรด Forex

MT4 หรือ Metatrader 4 เป็นโปรแกรมที่นักเทรดนิยมใช้มาก และโบรกเกอร์ส่วนใหญ่ก็ใช้ MT4 เป็นหลักเนื่องจากว่ามีฟัก์ชันการทำงานค่อนข้างมาครับ ไม่ว่าจะเป็น EA (expert Advisor) ซึ่งเป็น สคริปต์ที่มีไว้ในการเทรดแบบ ออโต้เทรด โดยที่เราไม่ต้องนั่งเล่นเองเป็นต้น และยังสามารถเพิ่มอินเคเตอร์เข้ามาได้อีกจากการไปหาโหลดตามที่ต่าง ๆ หรือถ้าใครเก่ง ๆ หน่อยก็เขียนอินดิเคเตอร์มาใช้เองได้ครับ  ถ้าจะเทรดกับโบรกเกอร์ไหนให้ไปโหลดโปรแกรมจากหน้าเวปของโบรกเกอรนั้นมาใช้นะ ครับ เพราะโบรกเกอร์แต่ละตัวก็ใช้ MT4 คนละตัวกันเหมือนกันแต่ว่าลักษณะหน้าตาจะเหมือนกัน ตัวอย่างที่ผมนำมาให้ต่อไปนี้คือ Metatrader 4 พื้นฐาน
ว่าแล้วก็มาเริ่มกันเลยดีกว่า 
ใครที่ยังไม่มีโปรแกรมกดโหลดเลยครับ  Download Here
พอโหลดมาเสร็จแล้วก็ กด Install โปรแกรมกด next ไปเรื่อยๆจนเสร็จครับ
พอเปิดโปรแกรมขึ้นมามันจะ ให้เรากรอกข้อมูลสำหรับ Demo Account ครับกรอกไป ติ๊ก ถูกในเครื่องหมายกด next เรื่อยๆ จนมันเร็จก็เรียบร้อยครับ
 
แต่เวลาเปิด Real Account  ไม่จำเป็นต้องกรอกตรงนี้ครับปิดหน้าต่างไปแล้วไปที่ Menu File --> Login
(Real Account คือ Accountจริงที่สมัครกับโบรกเกอร์นะครับ)
พอเสร็จแล้วจะได้หน้าตาประมานนี้ครับแต่อาจไม่เหมือนศะทีเดียวเพราะว่าอันนี้ผมปรับกราฟไปเยอะแล้ว

เรามาดูกันเลยดีกว่าว่าจุดไหนไว้ทำอะไรบ้างอาจต้องเพ่งดูในบางจุดขออภัยมา ณที่นี้ครับ อิอิ
1. อันนี้จะเป็นส่วนของกราฟครับ
2. อันนี้จะเป้นส่วนเกี่ยวกับการจัดการโปรแกรม
      - Account บอกว่าเราใช้ Account อะไรอยู่มีชื่อเราด้วย
      - Indicator มีอินดิเคเตอรืมาตรฐานต่างๆ ในนี้วิธีการเพิ่มอินดิเคเตอร์ลงในกราฟ ทำได้โดยการลากวางครับ
      - Expert Advisor เป้นคล้ายอินดิเคเตอรื แต่เราไม่ต้องเทรดเอง คล้ายๆ กับบอทอะครับ เปิดทิ้งไว้เลย
      - Custom Indicator อินดิเคเตอร์ที่เราหามาเอง สามารถนำไปไว้ใน Directory ที่ลง MT4 ใน folder expert-->indicatorsครับ
      - Script ไม่แน่ใจอะ แต่ไม่เคยใช้อะ
3. ในส่วนนี้เป้นราคาของ Forexครับ หรือ Marketwatch อะแหละ ปรับเพิ่มลดได้ครับส่วนนี้
4. จะเป็นหน้าต่างที่ไว้ดู position การเทรดModifu ปรับแต่ง stop loss หรือ ตั้ง Target ได้โดยคลิ๊กขวาที่ position ที่ต้องการ แล้วคลิ๊ก Modify Position  แล้วก็มีประวัิติการเทรด ข่าว จดหมายต่าง ๆ ด้วยในส่วนี้ครับ
5. ตรงนี้เอาไว้เปิด order  buy/sell โดยไปที่กราฟที่ตัวต้องการซื้อขายแล้วกดตงนี้ หรือคลิ๊กขวาที่กราฟตัวที่จะทำการซื้อขายแล้ว new orderได้ครับ กดF9ก็ได้เหมือนกัน ดดนหน้าต่างจะมีให้เลือก lot size take profit(target) stop loss ได้ครับ แล้วเลือว่าจะ buy หรือ sell ส่วน lot ใครไม่เข้าใจกลับไปอ่านที่ หัวข้อ leverage
 6. Time Frame ปรับเวลากราฟครับ
7.  เส้นต่างๆ ทั้งแนวตั้งแนวนอน และ Trend line กด แล้วนำไปลากในกราฟครับ
8.   Fibonacchi ใครใช้ก็อยู่ตรงนี้นะครับบอกไว้ก่อนเดี๋ยวหาไม่เจอ หุหุ
9.  เพิ่มกราฟใหม่ได้ตรงนี้ครับ
10. เปลี่ยนรูปแบกราฟว่าจะให้เป็นแบบ เส้น แท่งเทียน หรือ บาร์
มาดูเรื่อง Leverage กันต่อครับ
Leverage 1:100 แปลว่า เราใช้ทุนของเราเองเพียง 1 เพื่อสั่งซื้อ-ขาย 100 เช่น เราจะสั่งซื้อ EUR มาถือไว้ โดยจะซื้อที่ราคา 1.3502 จำนวน 100 USD (คือได้มา 74.0631 EUR) เราไม่ต้องใช้ 100 USD ครับ เราจะใช้เพียง 1 USD เพื่อแลก 74.0631 EUR มาถือไว้ ซึ่งเมื่อเราขายคืนไปที่ 1.3552 หรือกำไรมา 0.0050 แทนที่เราจะกำไรแค่ นั้น จะกลายเป็นว่าเราจะทำกำไรได้ 0.50 usd แปลว่าเราสามารถทำกำไรได้ 50% จากเงินที่เราลง (เราลงเพียง $1 เพื่อทำกำไร $0.50)

แต่ไม่ต้องห่วง นะครับ ว่าเราจะมีเงินพอรึเปล่า เวลามี Leverage แบบนี้ เพราะเวลาเทรดเราจะสั่งเทรดอย่างมาก ไม่เกิน 40% ของทุน (แต่แนะนำที่ 10% ครับ จะได้มีเหลือไว้แก้ตัว) เช่นถ้าเรามีทุน $100 เราก็สั่งเทรดเพียง $10 หรือ 10% (แต่เวลาสั่ง $10 คือ 1,000 unit นะครับ ที่ Leverage 1:100) 10% ที่ใช้ เราจะเรียกว่า used margin เวลาราคาวิ่งขึ้นหรือลง มันจะมาบวก หรือ ลบ ที่ 90% ที่เหลือ หรือที่เรียกว่า available margin หากเราติดลบไปเรื่อยๆ จน available หมด ระบบจะทำการตัดขาดทุน โดยการปิด order นี้ โดยอัตโนมัติ นั่นคือ โบรกเกอร์จะไม่ยอมขาดทุนแทนเราหรอกครับ

คิด คร่าวๆ คือ เราจะทำกำไร (ขาดทุน) ได้ ประมาณ 1% ต่อ pip จากเงินทุนของเรา (คู่อื่นอาจจะไม่ถึง 1% บางคู่ก็มากกว่า เช่น EUR/GBP ตกประมาณ 2% ครับ)

นั่น หมายความว่า ด้วยทุนเพียง $100 (3,400 บาท) คุณจะสามารถทำกำไรได้ถึงจุดละ $1 (สั่งเทรด 10,000 unit) หากทำได้ 10 จุดต่อวัน ก็วันละ $10 หรือ 340 บาท (โดยประมาณ) หรือวันละ 10%

และด้วยทุนเพียง $1,000 (34,000 บาท) เราจะสามารถทำกำไรได้ถึงจุดละ $10 (สั่งเทรด 100,000 unit) หากทำได้ 10 จุดต่อวัน ก็วันละ $100 หรือ 3,400 บาท

หรืออาจจะเริ่มเพียง $1 (34 บาท) โดยจะได้จุดละประมาณ 1 เซ็นต์

ค่อยๆ สะสมไปก็ได้ครับ เพราะมีแล้วคนที่ปั้น $5 จากทุนฟรีที่ Marketiva มีให้ ไปเป็น $1,000 ใน 3 เดือน

ลอง คิดดูเล่นๆู ล่ะกันครับ ถ้าเพียงคุณสามารถทำกำไรได้ 10% ของทุนต่อวัน เพิ่มไปเรื่อยๆ 6 เดือน (120 วันเทรด) จะเป็นเงินเท่าไหร่ จากทุนเพียง $5

เป็น $463,545.34 หรือ 15,765,541.60 บาท ครับ โอ้ววววว พระเจ้าช่วย (ทำได้แค่ 5% ของไอเดียนี้ก็หรูแล้วครับ)

ปกติ EUR/USD จะไม่แรงมาก ทำวันละ 20-30 จุดได้ หากเป็นบางคู่ เช่น GBP/JYP (ทุกวันนี้ผมเล่น GBP/JYP เป็นหลัก เพราะแรง เร้าใจ) ผมเคยทำได้มากสุด +250 จุด เพียงช่วงเวลาที่ผมหลับ (เที่ยงคืน) จนมาถึงเวลาที่ผมตื่น (7 โมงครึ่ง) หรือ 250% ของเงินทุนที่ผมเทรด

ที่ FxOpen ให้เราสามารถ up Leverage ได้สูงสุดถึง 1:500 นั่นแปลว่า เราใช้ทุนตัวเองเพียง $200 ในการเทรด 100,000 unit (หรือ 1 lot จะได้จุดละ $10) เองครับ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น Leverage ก็เป็นดาบ 2 คม ที่ทั้งทำให้ รวย-จน ได้ในพริบตา

Leverage และการที่มันวิ่งขึ้นลงทั้งวัน นี่แหล่ะครับ ที่ทำให้ Forex สนุก และเร้าใจ

อธิบายเพิ่มเติม เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้นครับ...

Leverage ที่มากขึ้น ทำให้ใช้ margin น้อยลงครับ เช่น

หากเราสั่งเทรด 1 Lot (บน mt4 จะมีค่าเท่ากับการเทรด Quantity = 100,000 unit ที่ marketiva)

หากใช้ Leverage 1:100 จะใช้ margin = $1,000 โดย 1 pip จะมีค่า = $10
หากใช Leverage 1:200 จะใช้ margin = $500 โดย 1 pip จะมีค่า = $10
หากใช Leverage 1:500 จะใช้ margin = $200 โดย 1 pip จะมีค่า = $10

สังเกต นะครับ ผมสั่งเทรดจำนวนเท่ากัน คือ 1 Lot (หรือ Quantity = 100,000 unit ที่ marketiva ซึ่ง) และ 1 pip นั้น ไม่ว่าจะใช้ Leverage เท่าไหร่ จะมีค่าเท่ากัน แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ margin ที่ใช้ลดลง

ข้อดีของ Leverage ที่มากขึ้น คือการได้ใช้ margin ลดลง อาจะทำให้ถือลบ ได้นานอีกหน่อย (ถ้าจะถือจนลบหมดตัว)

แต่ ข้อเสียคือ ถ้ามองถึงการใช้ margin และยังคงดูเรื่อง fund management ที่เราพยายามเทรดไม่เกิน 10% ของทุน การที่ Leverage มากขึ้น เช่น เพิ่มจาก 1:100 ไปเป็น 1:200 แล้วเรายังคงเทรดโดยใช้ margin 10% สิ่งที่จะแตกต่างกันคือ (ถ้าทุน $10,000 เทรด โดยใช้ margin $1,000)

1:100 ต้องสั่งเทรด 1 Lot (หรือ 100,000 Quantity) เพื่อใช้ margin $1,000 จะได้ 1 pip = $10 ซึ่งถ้า -900 จุด จะโดน cut loss

แต่

1:200 ต้องสั่งเทรด 2 Lot (หรือ 200,000 Quantity) เพื่อใช้ margin $1,000 จะได้ 1 pip = $20 ซึ่งถ้า -450 จุด จะโดน cut loss
(จริงๆ marketiva สั่งได้มากสุดแค่ 100,000 แต่ e-mail ขอ support เพิ่มเป็น 200,000 ได้)

ซึ่ง ถ้าจะใช้ให้ถูก ถึงเราจะเลือก 1:200 เราก็ควรจะเทรดที่ 1 Lot (หรือ 100,000 Quantity) เหมือนเดิม เพื่อที่จะใช้ margin ลดลงเหลือ $500 ซึ่ง 1 pip จะยังคง = $10 และจะโดน cut loss เมื่อ -950 จุด (ยืดมาได้ 50 จุด จากที่ใช้ 1:100 ที่ลบได้แค่ 900 จุด)

ป.ล. marketiva เราไม่สามารถเลือก Leverage ได้ครับ ต้องใช้ 1:100 ครับ - สำหรับโบรกอื่น จะเป็นโปรแกรมเทรดที่เรียกว่า mt4 (เช่น FxOpen, FxClearing และ LiteForex) สามารถเลือก Leverage ได้

ตารางเวลาเปิด-ปิดตลาด ของแต่ละโซน

ตารางเวลาเปิด-ปิดตลาด ของแต่ละโซน

ยินดีต้อนรับเข้าสู่สังคมการเทรด Forex

 

ตารางเวลาเปิด-ปิดตลาด ของแต่ละโซน

ตลาด ของแต่ละโซนจะเปิด-ปิด คาบเกี่ยวกันตลอดทั้งวัน ทำให้เราสามารถเทรดได้ 24 ช.ม. แต่ช่วงที่เหมาะแก่การเทรดคือช่วง ตลาดยูโร (EUR) เปิด ถึง หลังตลาดอเมริกา (USD) เปิด 4-5 ชม. คือแถบสีแดงด้านบน ประมาณเวลา 13.00 - 24.00 ตามเวลาไทย ปกติจะเป็นช่วงที่ตลาดผันผวน ราคามีการเปลี่ยนแปลงมากกว่าช่วงอื่น

ขั้นตอนและวิธีการเทรดในตลาด Forex
ในตลาด Forex จะต่างจากหุ้น ตรงที่ เราจะดูกันเป็น “คู่” ครับ ยกตัวอย่างเช่น EUR/USD คือการเปรียบเทียบระหว่างเงินยูโร กับเงินดอลล่าห์ ค่าเงินด้านซ้ายเราเรียกว่า base currency โดยเรามักจะเห็นราคา ซื้อ-ขาย อย่างนี้ครับ EUR/USD bid= 1.3500 offer= 1.3502

โบรกเกอร์จะทำเงิน จากเราจากส่วนต่างของ bid-offer ดังนั้น ทุกครั้งที่เราเปิดการเทรด เราจะติดลบก่อนเสมอ ซึ่งจะมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับส่วนต่าง bid-offer นี้ (แต่ละคู่ของค่าเงินจะไม่เท่ากัน เช่นที่ Maketiva คู่ EUR/USD จะต่างกัน 2 หรืออย่าง GBP/JPY ต่างกัน 7 (ที่ FxOpen แบบ micro จะมากกว่า Marketiva อยู่ +1 แต่ standard จะเท่ากัน))

เช่น ณ เวลาที่เราเข้า Buy คู่ EUR/USD อยู่ที่ 1.3502 (ที่ราคา offer) ถ้าเราปิด (close) ทันที เราจะ sell คืนไปที่ 1.3500 (ที่ราคา bid) เท่ากับเราขาดทุน 0.0002 หรือ 2 จุด (หรือ pip)

ถ้าเราสั่ง ซื้อ (เรียกว่า Buy หรือ Long) ในตอนที่เราเปิด order (เปิด order BUY) เราจะได้ราคาที่ offer และเมื่อเราสั่งปิด order นี้ เราจะได้ราคาที่ bid – การ buy คือการที่เราซื้อมาถือไว้ เพื่อรออัตราแลกเปลี่ยนที่สูงขึ้น และเราจะปิด order นี้ โดยการ sell คืน (การสั่ง close order จะเป็นการ sell อัตโนมัติครับ – ไม่ใช่ให้เราเปิด order sell อีกอัน) ไปในราคาที่สูงกว่า (ถ้า sell คืนในราคาต่ำกว่า เราก็ขาดทุน) เรียกว่า ซื้อถูก ขายแพง

ข้อดีอีกข้อของตลาด Forex คือ เราสามารถเทรดขาลงได้ด้วย
เมื่อ เราสั่ง ขาย (เรียกว่า Sell หรือ Short) ในตอนที่เราเปิด order (เปิด order SELL) เราจะได้ราคาที่ bid และเมื่อเราสั่งปิด order นี้ เราจะได้ราคาที่ offer – การ Sell คือการที่เราสั่งโบรกให้ขายออกไปก่อน เพื่อรออัตราแลกเปลี่ยนตกลงมา และเราจะปิด order นี้ โดยการ Buy คืน (การสั่ง close order จะเป็นการ buy อัตโนมัติครับ – ไม่ใช่ให้เราเปิด order buy อีกอัน) ไปในราคาที่ต่ำกว่า (ถ้า Buy คืนในราคาสูงกว่า เราก็ขาดทุน) เรียกว่า ขายแพง แล้วซื้อถูก

แต่จะเห็นว่า เราดู จุด หรือ pip กันที่ ทศนิยมตำแหน่งที่ 4 (หรือตำแหน่งที่ 2 ในบางคู่) เราลองมาดู EUR/USD กัน สมมุติว่า เราพิจารณาแล้ว เราเห็นว่า EUR น่าจะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับ USD (คือ EUR จะแลก USD ได้มากขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป) เราจึงทำการเข้า buy โดยที่เราได้ราคา ที่ 1.3502 (จำได้มั๊ยครับว่าเราจะได้ราคา offer นั่นแปลว่าเมื่อเทียบกับ bid เราจะ -2 นี่คืนส่วนของค่าคอมมิทชั่นของโบรกเกอร์ครับ)

เมื่อเวลาผ่านไป ราคาวิ่งขึ้นไป ที่ 1.3552 หรือขึ้นมา 50 จุด แล้วเราเห็นว่าอาจจะไปต่อไม่ไหว จึงปิดทำกำไรที่ จุดนี้ เราจะได้กำไรมา 50 จุด หรือ 50 pips หรือ 0.0050 หน่วยใน base currency ซึ่งในที่นี้คือ 0.0050 usd น้อยมากใช่ไหมครับ 0.0050 USD = ครึ่งเซ็นต์ หรือประมาณ 17 สตางค์ เท่านั้น นั่นแปลว่าหากเราอยากทำกำไรเยอะๆ เช่น pip ละ $1 (50 pip ก็คือ $50) เราต้องสั่งเทรดถึง $10,000 โอ้ว… ผมเองก็ไม่มีหรอกครับ $10,000

แล้วเราจะทำอย่างไรล่ะ?

จาก ที่เราสั่งซื้อด้วยเงินเพียง $1 ของเราเอง กำไรมันน้อยนิดมาก ขนาด +50 จุดยังทำเงินได้ 17 สตางค์เอง ตรงนี้แหล่ะครับที่ Leverage เข้ามามีผล

Leverage 1:100 แปลว่า เราใช้ทุนของเราเองเพียง 1 เพื่อสั่งซื้อ-ขาย 100 เช่น เราจะสั่งซื้อ EUR มาถือไว้ โดยจะซื้อที่ราคา 1.3502 จำนวน 100 USD (คือได้มา 74.0631 EUR) เราไม่ต้องใช้ 100 USD ครับ เราจะใช้เพียง 1 USD เพื่อแลก 74.0631 EUR มาถือไว้ ซึ่งเมื่อเราขายคืนไปที่ 1.3552 หรือกำไรมา 0.0050 แทนที่เราจะกำไรแค่ นั้น จะกลายเป็นว่าเราจะทำกำไรได้ 0.50 usd แปลว่าเราสามารถทำกำไรได้ 50% จากเงินที่เราลง (เราลงเพียง $1 เพื่อทำกำไร $0.50)

แต่ไม่ต้องห่วงนะครับ ว่าเราจะมีเงินพอรึเปล่า เวลามี Leverage แบบนี้ เพราะเวลาเทรดเราจะสั่งเทรดอย่างมาก ไม่เกิน 40% ของทุน (แต่แนะนำที่ 10% ครับ จะได้มีเหลือไว้แก้ตัว) เช่นถ้าเรามีทุน $100 เราก็สั่งเทรดเพียง $10 หรือ 10% (แต่เวลาสั่ง $10 คือ 1,000 unit นะครับ ที่ Leverage 1:100) 10% ที่ใช้ เราจะเรียกว่า used margin เวลาราคาวิ่งขึ้นหรือลง มันจะมาบวก หรือ ลบ ที่ 90% ที่เหลือ หรือที่เรียกว่า available margin หากเราติดลบไปเรื่อยๆ จน available หมด ระบบจะทำการตัดขาดทุน โดยการปิด order นี้ โดยอัตโนมัติ นั่นคือ โบรกเกอร์จะไม่ยอมขาดทุนแทนเราหรอกครับ

คิดคร่าวๆ คือ เราจะทำกำไร (ขาดทุน) ได้ ประมาณ 1% ต่อ pip จากเงินทุนของเรา (คู่อื่นอาจจะไม่ถึง 1% บางคู่ก็มากกว่า เช่น EUR/GBP ตกประมาณ 2% ครับ)นั่นหมายความว่า ด้วยทุนเพียง $100 (3,400 บาท) คุณจะสามารถทำกำไรได้ถึงจุดละ $1 (สั่งเทรด 10,000 unit) หากทำได้ 10 จุดต่อวัน ก็วันละ $10 หรือ 340 บาท (โดยประมาณ) หรือวันละ 10% และด้วยทุนเพียง $1,000 (34,000 บาท) เราจะสามารถทำกำไรได้ถึงจุดละ $10 (สั่งเทรด 100,000 unit) หากทำได้ 10 จุดต่อวัน ก็วันละ $100 หรือ 3,400 บาท

หรืออาจจะเริ่มเพียง $1 (34 บาท) โดยจะได้จุดละประมาณ 1 เซ็นต์ ค่อยๆ สะสมไปก็ได้ครับ เพราะมีแล้วคนที่ปั้น $5 จากทุนฟรีที่ Marketiva มีให้ ไปเป็น $1,000 ใน 3 เดือน

ลองคิดดูเล่นๆู ล่ะกันครับ ถ้าเพียงคุณสามารถทำกำไรได้ 10% ของทุนต่อวัน เพิ่มไปเรื่อยๆ 6 เดือน (120 วันเทรด) จะเป็นเงินเท่าไหร่ จากทุนเพียง $5 เป็น $463,545.34 หรือ 15,765,541.60 บาท ครับ โอ้ววววว พระเจ้าช่วย (ทำได้แค่ 5% ของไอเดียนี้ก็หรูแล้วครับ)

ปกติ EUR/USD จะไม่แรงมาก ทำวันละ 20-30 จุดได้ หากเป็นบางคู่ เช่น GBP/JYP (ทุกวันนี้ผมเล่น GBP/JYP เป็นหลัก เพราะแรง เร้าใจ) ผมเคยทำได้มากสุด +250 จุด เพียงช่วงเวลาที่ผมหลับ (เที่ยงคืน) จนมาถึงเวลาที่ผมตื่น (7 โมงครึ่ง) หรือ 250% ของเงินทุนที่ผมเทรด

ที่ FxOpen ให้เราสามารถ up Leverage ได้สูงสุดถึง 1:500 นั่นแปลว่า เราใช้ทุนตัวเองเพียง $200 ในการเทรด 100,000 unit (หรือ 1 lot จะได้จุดละ $10) เองครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น Leverage ก็เป็นดาบ 2 คม ที่ทั้งทำให้ รวย-จน ได้ในพริบตา

Leverage และการที่มันวิ่งขึ้นลงทั้งวัน นี่แหล่ะครับ ที่ทำให้ Forex สนุก และเร้าใจอธิบายเพิ่มเติม เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้นครับ…

Leverage ที่มากขึ้น ทำให้ใช้ margin น้อยลงครับ เช่น

หากเราสั่งเทรด 1 Lot (บน mt4 จะมีค่าเท่ากับการเทรด Quantity = 100,000 unit ที่ marketiva)

หากใช้ Leverage 1:100 จะใช้ margin = $1,000 โดย 1 pip จะมีค่า = $10
หากใช Leverage 1:200 จะใช้ margin = $500 โดย 1 pip จะมีค่า = $10
หากใช Leverage 1:500 จะใช้ margin = $200 โดย 1 pip จะมีค่า = $10

สังเกต นะครับ ผมสั่งเทรดจำนวนเท่ากัน คือ 1 Lot (หรือ Quantity = 100,000 unit ที่ marketiva ซึ่ง) และ 1 pip นั้น ไม่ว่าจะใช้ Leverage เท่าไหร่ จะมีค่าเท่ากัน แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ margin ที่ใช้ลดลง

ข้อดีของ Leverage ที่มากขึ้น คือการได้ใช้ margin ลดลง อาจะทำให้ถือลบ ได้นานอีกหน่อย (ถ้าจะถือจนลบหมดตัว)

แต่ ข้อเสียคือ ถ้ามองถึงการใช้ margin และยังคงดูเรื่อง fund management ที่เราพยายามเทรดไม่เกิน 10% ของทุน การที่ Leverage มากขึ้น เช่น เพิ่มจาก 1:100 ไปเป็น 1:200 แล้วเรายังคงเทรดโดยใช้ margin 10% สิ่งที่จะแตกต่างกันคือ (ถ้าทุน $10,000 เทรด โดยใช้ margin $1,000)

1:100 ต้องสั่งเทรด 1 Lot (หรือ 100,000 Quantity) เพื่อใช้ margin $1,000 จะได้ 1 pip = $10 ซึ่งถ้า -900 จุด จะโดน cut loss

แต่

1:200 ต้องสั่งเทรด 2 Lot (หรือ 200,000 Quantity) เพื่อใช้ margin $1,000 จะได้ 1 pip = $20 ซึ่งถ้า -450 จุด จะโดน cut loss
(จริงๆ marketiva สั่งได้มากสุดแค่ 100,000 แต่ e-mail ขอ support เพิ่มเป็น 200,000 ได้)

ซึ่ง ถ้าจะใช้ให้ถูก ถึงเราจะเลือก 1:200 เราก็ควรจะเทรดที่ 1 Lot (หรือ 100,000 Quantity) เหมือนเดิม เพื่อที่จะใช้ margin ลดลงเหลือ $500 ซึ่ง 1 pip จะยังคง = $10 และจะโดน cut loss เมื่อ -950 จุด (ยืดมาได้ 50 จุด จากที่ใช้ 1:100 ที่ลบได้แค่ 900 จุด)

ที่มาจาก http://forexbasicstep.com

วิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคเบื้องต้นกับ Rebecca

 

ยินดีต้อนรับเข้าสู่สังคมการเทรด Forex

 วิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคเบื้องต้นกับ Rebecca

เรียนรู้การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคเบื้องต้นกับ Rebecca สุดสวย



การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน Forex

การ วิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเป็นการวิคราะห์ภาวะทาง เศรษฐกิจ การเมืองและภาวะอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังศึกษาผลประกอบการ เช่น อัตราการเติบโตในอดีตเพื่อคาดคะเนแนวโน้มในอนาคต แล้วนำมาประเมินราคา ว่าควรมีราคาเท่าใด เทียบกับราคาในตลาดเป็นอย่างใด ทำให้เราตัดสินใจได้ว่าควรปฏิบัติอย่างไร   ตัวเลขเศรษฐกิจ ที่มีอิทธิพลต่อัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินต่างๆ มีดังนี้

1. Non-Farm Employment Change (ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร)

2. Consumer Price (อัตราเงินเฟ้อผู้บริโภค)

3. Retail Sales (ตัวเลขค้าปลีก)

4. Consumer Confidence (ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค)

5. ISM Manufacturing (ดัชนีวัดการผลิตภาคอุตสาหกรรม)

ผลสรุป ตัวเลขเศรษฐกิจที่ตลาดได้ให้ น้ำหนัก และ มีผลต่อความผันผวนมากที่สุด คือตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการ เกษตร (Non-Farm Employment Change) และ อัตราว่าง งาน (Unemployment rate) โดยพิจารณาจากทั้งความผันผวน ของ VIX Index และ ดัชนีดาวโจนส์

พื้่นฐานการวิเคราะห์ Technical

แผนภูมิแท่งเทียน (Candlesticks Chart)

แผนภูมิแท่งเทียน (Candlesticks Chart) มีต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่น โดยมีประวัติย้อนหลังยาวนานมากกว่า 200 ปี ผู้คิดค้นคือ MUNEHISA HOMMA ในสมัยก่อนใช้ในการวิเคราะห์แนวโน้มราคา พืชผลทางการเกษตร เช่นราคาซื้อขายข้าว ภายหลังประเทศกลุ่มตะวันตกได้เห็นความมีประสิทธิภาพ จึงได้นำไปใช้วิเคราะห์ตลาดหุ้น ตลาดซื้อขายล่วงหน้า ตลาดออปชัน
เทคนิค forex รูป แบบการแผนภูมิแท่งเทียน ประกอบไปด้วยราคาเปิด ราคาปิด ราคาต่ำสุด และราคาสูงสุด และด้วยความรวดเร็วในการแสดงสัญญาณต่าง ๆ ที่ทำให้การวิเคราะห์ แบบแท่งเทียนนี้เป็นที่นิยมในปัจจุบัน และเหมาะสำหรับนักลงทุนโดยทั่วไป
เทคนิค forex แท่งเทียน รูปภาพแผนภูมิแท่งเทียน โครง สร้างของแท่งเทียนนั้น ประกอบไปด้วยราคาเปิด ปิด สูงสุด และต่ำสุด แท่งตรงกลางเรียกว่า แท่งเทียน (REAL BODY) ไส้เทียนทางบนเรียกว่า UPPER SHADOW และไส้เทียนทางล่าง เรียกว่า LOWER SHADOW เทคนิค forex ใน กรณีที่ราคาปิดสูงกว่าราคาเปิด แท่งเทียง จะเป็นสีขาว หรือสีเขียว เรียกว่า White Candlestick แสดงถึงแนวโน้มที่ดี (ราคาปรับตัวขึ้น) ในทางกลับกันในกรณีที่ ราคาปิดต่ำกว่าราคาเปิด แท่งเทียงจะเป็นสีดำ หรือ สีแดง เรียกว่า Black Candlestick แสดงถึงแนวโน้มที่ไม่ดี (ราคาปรับตัวลง) ส่วนในกรณีที่ราคาปิด เท่ากับราคาเปิด โดยราคานั้น จะเป็นจุดสูงสุด หรือต่ำสุดหรือไม่ก็ตาม แท่งเทียนจะมีลักษณะเป็นเส้นขีดขวาง เรียกว่า Dojilestick แสดงลักษณะเป็นกลาง (มีแรงซื้อ แรงขายที่เท่ากัน) ในกรณีที่เกิดขึ้นในช่วงขาขึ้น อาจแสดงถึงจุดกลับตัวเป็นขาลง หรือในกรณีที่เกิดขึ้นในช่วงขาลง อาจแสดงถึงจุดกลับตัวเป็นขาขึ้นได้

แผนภูมิแบบเส้น (Line Chart)

แผนภูมิแบบเส้น (Line Chart) เป็นกราฟที่นำราคาปิดของหุ้นมาลากต่อเนื่องกันโดยไม่ใช้ ราคาเปิด, ราคาสูงสุด และราคาต่ำสุดมาแสดงเลย เทคนิค forex line chart เนื่อง จากความเรียบง่าย ที่แสดงเพียงแค่ราคาปิดเท่านั้น ทำให้เราสามารถทำความเข้าใจกราฟ และเห็นแนวโน้ม และการเคลื่อนไหวของราคา จากแผนภูมิแบบเส้นได้ง่าย แผนภูมิแบบเส้นจึงเป็นที่นิยมในการนำเสนอ การเคลื่อนไหวของราคาต่าง ๆ แต่อย่างไรก็ตามการที่แผนภูมิแบบเส้น ไม่แสดงราคา ต่ำสุด สูงสุด และราคาเปิด ซึ่งเป็นการตัดข้อมูลบางส่วนออกไป จึงทำให้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ ไม่นิยมนำแผนภูมิแบบเส้นมาใช้ในการวิเคราะห์ หาแนวโน้มราคา แต่ใช้ แผนภูมิแบบแท่ง หรือ แผนภูมิแท่งเทียน ซึ่งแสดงข้อมูลราคา ต่ำสุด สูงสุด ราคาเปิด และราคาปิด ครบทั้งหมด เทคนิค forex
bar chart candle chart
รูปภาพแผนภูมิแบบแท่ง รูปภาพแผนภูมิแบบแท่งเทียน

แผนภูมิแบบแท่ง (Bar Chart)

แผนภูมิแบบแท่ง (Bar Chart) เป็นกราฟที่แสดงการเคลื่อนไหวของระดับราคาหุ้น มีลักษณะเป็นแท่งแนวตั้ง ภายในแท่ง แสดงราคาปิด ราคาเปิด ราคาสูงสุด และราคาต่ำสุดของหุ้น
เทคนิค forex bar chart รูปภาพแผนภูมิแบบแท่ง ราคา เปิดใช้แทนด้วยเส้นขวางไปทางซ้าย ส่วนราคาปิดแทนด้วยเส้นขวางไปทางขวา จุดสูงสุด และต่ำสุดของแท่งคือราคาสูงสุด และต่ำสุด ตามลำดับ

เทคนิคการอ่านกราฟเบื้องต้น

เทคนิคการอ่านกราฟเบื้องต้น 

ยินดีต้อนรับเข้าสู่สังคมการเทรด Forex

 

ภาพกราฟ FOREX คู่เงิน EUR/USD หรือ EU

การเล่นหุ้นในตลาด FOREX สามารถทำได้ ทั้งขาขึ้นและขาลง เช่น เมื่อคุณทำการ Sell ที่ราคา 1.2958 แล้วทำกำไร โดยปิดการซื้อ/ขาย ที่ราคา 1.2410(TP) คุณก็จะได้กำไรจำนวน 548 Pips

ถือว่าเยอะมากเลยนะครับ สมมุติเล่น Pips ละ $10 คุณจะได้กำไรเป็นเงินจำนวนเงิน $5,480 ตีเป็นเงินไทยก็ประมาณ 164,400 บาท สำหรับนักลงทุนรุ่นพี่ที่เป็นมืออาชีพบางคนอาจเทรดจุดละ $100 ลองคิดมูลค่าดูซิครับ ได้เป็นหลักล้านเลยครับ

การวิเคราะห์กราฟเบื้องต้น

มองแนวโน้มให้ออก หลักการมองแนวโน้ม เริ่มจากการมองเทรนให้ออกก่อนเสมอ เทรนในตลาดจะมีแค่ 3 แบบ

1. Up Trend แบบขาขึ้น จะวิ่งขึ้นอย่างเดียว (เหมาะกับการเข้าเทรด)
2. Down Trend แบบขาลงจะวิ่งลงอย่างเดียว (เหมาะกับการเข้าเทรด)
3. Sideway Trend แบบขนานเคลื่อนตัวไปทางด้านข้าง ขึ้นๆ ลงๆ (ไม่เหมาะกับการเข้าเทรด)

Sideway แยกออกได้เป็น 2 แบบคือ...
1. Sideway ในช่วง (พักตัว) เทรนขาขึ้น
2. Sideway ในช่วง(พักตัว) เทรนขาลง

ตัวอย่างรูปแบบเทรนต่างๆ

แนวรับ Support บอกถึงการที่ราคาลงมาที่แนวรับนั่นๆแล้วแนวรับนั่นรับอยู่เลยดีดกลับขึ้นไปต่อ
แนวต้าน Resistance บอกถึงการที่ราคาวิ่งขึ้นไปชนแนวต้านนั่นๆแล้วแนวต้านนั่นต้านอยู่เลย ดีดกลับลงไปต่อ เรียกกันง่ายๆ แนวรับเพื่อไม่ให้ลงต่อ แนวต้านเพื่อไม่ให้ขึ้นไปต่อ แนวรับ แนวต้าน สามารถบอกถึงเป้าหมายในอนาคตได้ คือ อดีตเคยขึ้นไปเป็นแนวต้านตรงไหน อนาคตก็จะขึ้นไปที่แนวต้านเดิมที่เคยขึ้น เช่นเดียวกัน อดีตเคยลงไปตรงไหนเป็นแนวรับ อนาคตก็จะลงไปที่แนวรับเดิมที่เคยลงไปถึง เป็นไปตามธรรมชาติ เป็นรอบๆของการขึ้น ลง อดีตเคยเป็นยังไงอนาคตกราฟก็จะวิ่งไปที่เดิมที่เคยขึ้นและลงเสมอๆ double top เกิดจากการที่ แนวต้าน(อดีต)และแนวต้านปัจจุบันมาชนที่เดียวกันมักจะดีดตัวกลับลงแรงๆ เสมอ คล้ายๆกับตัว M บางครั้งจะเป็นตัว M หางยาว double bottom เกิดจากการที่ แนวรับ(อดีต)และแนวรับปัจจุบันมาชนที่เดียวกันมักจะดีดตัวกลับขึ้นแรงๆ เสมอๆ คล้ายๆ กับตัว W บางครั้งจะเป็นตัว W หางยาว

แนวรับ - แนวต้าน 1

แนวรับ - แนวต้าน 2
แนวรับ - แนวต้าน 3

ขอบคุณข้อมูลโดย คุณ the_greenday ด้วยความนับถืออย่างสูง